parts of speech
parts of speech แปลว่า ส่วนแห่งคำพูด หมายความว่าคำต่างๆที่เราพูดหรือเขียนออกไปนั้นจะ
ต้องเป็นชนิดใด ชนิดหนึ่งในส่วนแห่งคำพูดนี้ จะเป็นคำมาจากที่อื่นนอกเหนือจากส่วนแห่งคำพูดนี้ไม่
ได้
parts of speech แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ดังนี้
1.) Noun แปลว่า นาม ได้เเก่คำที่เราพูดออกไปเพื่อเรียนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ คุณสมบัติ สภาพ หรือ
อาการ แบ่งออกเป็น 7ชนิด คือ
1.1.)common noun (นามทั่วไป) เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด ( person , animal , place , thing , idea ) โดยไม่เฉพาะเจาะจง เช่น
สิ่งของ : toy , table , hill , water , sygar , elephant. เป็นต้น
สถานที่ : city , hill , road , stadium , school , company. เป็นต้น
เหตุการณ์ : revolution , journey , meeting. เป็นต้น
ความรู้สึก : fear , hate , love. เป็นต้น
เวลา : year , minute , millennium. เป็นต้น
1.2.)proper noun (วิสามานยนาม) นามเฉพาะ จะต้องขึ้นด้วยตัวใหญ่เสมอไม่ว่าจะอยู่ส่วนใด
ของประโยค เช่น
ชื่อคน : Somporn , Suwan , Wipawan. เป็นต้น
ชื่อสถานที่ : Australia , Bangkok , Dankwian. เป็นต้น
ชื่อบอกระยะเวลา : Sunday , Monday , New year , Christmas.เป็นต้น
*หมายเหตุ Proper noun จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ (capital letter ) และปกติจะไม่มี determiner นำหน้า นอกจากอยู่ในรูปของพหูพจน์ เช่น The Jones , The United state แต่อย่างไรก๊ตามมข้อยกเว้นของคำนามที่ไม่ได้อยู่ในรูปพหูพจน์ เช่น The white house , The Sahara เป็นต้น
1.3.) abstract noun (อาการนาม) เป็นคำนามของสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch สัมผัสได้ , sight มองเห็น , taste ชิมได้ , hearing ได้ยิน , smell ได้กลิ่น ) เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีคำว่า ความ , การ นำหน้าอยู่ด้วย รวมทั้งชื่อศิลปะวิทยาการ
1.4.) collective noun (สมุหนาม) เป็นคำนามของสิ่งที่เป็นหมวดหมู่ กลุ่มของ คน สัตว์ สิ่งของ เช่น family , class , company เป็นต้น อาจจะใช้คำกริยารูปของเอกพจน์ หรือ พหูพจน์ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ ว่าต้องการให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นแต่ละส่วน เเต่คำนามยังเป็นรูปเดิม เช่น
เอกพจน์ : The average British family has 3.6 members.
ครอบครัวชาวอังกฤษ (ครอบครัวหนึ่ง) มีสมาชิกโดยเฉลี่ย 3.6 คน
พหูพจน์ : The family are always fighting among themselves.
ครอบครัวนี้มักทะเลาะกันเอง
( ประโยคนี้หมายถึงสมาชิกในครอบครัวต่างทะเลาะกันเองในครอบครัว จึงใช้กริยาเป็นพหูพจน์)
collective noun บางคำมีความหมายเป็นพหูพจน์เท่านั้น เช่น people , police , cattle.
1.5.)concrete noun เป็นคำนามของสิ่งที่มีรูปร่าง สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ( touch การสัมผัส , sight มองเห็นได้ , taste การชิม , hearing การได้ยิน , smell ได้กลิ่น ) เช่น book , chair , water , oil เป็นทั้งนามนับได้ และนับไม่ได้ มีลักษณะตรงข้ามกับ abstract noun.
1.6.) material noun (วัตถุนาม) เป็น common noun ชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่าง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แต่นับไม่ได้ เช่น
ธาตุ : iron , goal , air. เป็นต้น
สารธรรมชาติ , สังเคราะห์ : cotton , stone , brick , paper. เป็นต้น
ของเหลวต่างๆ : water , coffee , wine , tea , milk.เป็นต้น
อาหาร : rice , bread , sugar , pork , fish. เป็นต้น
แสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ ( quantity) เช่น
a bowl of rice. two glasses of water.
two boxes of cereal. a loaf of bread.
1.7. )mass noun เป็นคำนามสิ่งของที่นับไม่ได้ ทั้งมีและไม่มีตัวตน (uncountable noun และ abstract noun) เช่น sugar , iron , butter , beer , money , blood , furniture , มีลักษณะดังนี้
*** จะไม่อยู่รูปพหูพจน์
***ไม่ใช้ a , an , the นำหน้า ถ้าใช้เป็นการทั่วไป determiners ที่ใช้นำหน้า คือ some กับ any เช่น Blood is thicker than water